กอ.รมน.ภาค 4 สน. ไขข้อสงสัยการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ย้ำการวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ไขข้อสงสัยการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ย้ำการวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน


การใช้อำนาจพิเศษของรัฐย่อมถูกตรวจสอบได้ นักวิชาการมีสิทธิตั้งคำถาม ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เคารพสิทธิมนุษยชน แต่การวิจารณ์ต้องอยู่บนข้อเท็จจริงของคำสั่งที่ครบถ้วน ไม่ใช่เลือกเฉพาะถ้อยคำที่สร้างความหวาดกลัว แล้วทำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐกำลังเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธกับใครก็ได้
👉 ข้อเท็จจริงข้อที่ 1 คำสั่งไม่ได้อนุญาตให้ “ยิงใครก็ได้ทันที”
ถ้อยคำที่แท้จริงกำหนดว่า เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธเมื่อพบ ผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่มีพฤติการณ์จะก่อภยันตรายต่อกำลังพล และต้องปฏิบัติภายใต้หลัก ความจำเป็นและความได้สัดส่วน
ดังนั้น เงื่อนไขไม่ใช่เพียงแค่ “น่าสงสัย”ไม่ใช่เพราะประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ และไม่ใช่อำนาจในการยิงผู้ไม่มีอาวุธตามอำเภอใจ
การตัดคำว่า “มีพฤติการณ์จะก่อภยันตราย” และ “ความจำเป็นและความได้สัดส่วน” ออกไป แล้วเหลือเพียงคำว่า “ใช้อาวุธได้ทันที” จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงครึ่งเดียว และเปลี่ยนความหมายของคำสั่งอย่างมีนัยสำคัญ
👉 ข้อเท็จจริงข้อที่ 2 ไม่ได้มีคำสั่งให้ค้นบ้านประชาชนทุกหลังทั่วจังหวัด
คำสั่งให้อำนาจตั้งจุดตรวจ ตรวจยานพาหนะต้องสงสัย และตรวจค้นเคหสถานที่ เชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงจับกุมหรือกักตัวบุคคลที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรง ขอบเขตการปฏิบัติครอบคลุมจังหวัดนราธิวาสจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้บุกค้นบ้านทุกหลัง หรือถือว่าประชาชนทุกคนเป็นผู้ต้องสงสัย
ในคำสั่งที่เผยแพร่ครั้งนี้ก็ไม่ปรากฏข้อกำหนดห้ามประชาชนออกจากบ้าน หรือสั่งปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งจังหวัด การเรียกว่าเป็น “คุกกลางแจ้ง” จึงเป็นการใช้ถ้อยคำทางการเมืองที่รุนแรงเกินกว่าสาระของคำสั่ง
👉 ข้อเท็จจริงข้อที่ 3 การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ไม่ได้หมายถึงการปล่อยผู้ใช้อาวุธหลบหนี
บทเรียนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ย้ำเตือนรัฐเสมอว่า การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เหมารวมประชาชน และต้องไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมาใหม่
ข้อกังวลเรื่องการตรวจค้น การควบคุมตัว และกลไกตรวจสอบ จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องรับฟังอย่างจริงจัง เพราะกฎอัยการศึกให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารกว้างกว่ากฎหมายในสถานการณ์ปกติ
แต่ข้อกังวลดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปสรุปว่ารัฐต้องหยุดตั้งด่าน หยุดตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย หรือหยุดติดตามผู้ก่อเหตุที่เพิ่งใช้อาวุธและระเบิดสังหารคน
เพราะหากรัฐไม่ดำเนินการใด ๆ แล้วผู้ก่อเหตุกลับไปทำร้ายประชาชนอีก ผู้ที่ต้องรับกรรมก็ยังคงเป็นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เช่นเดิม
ตรวจสอบทหารได้ วิจารณ์รัฐบาลได้ แต่ไม่ควรบิดคำสั่งจนสร้างความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่
“ไม่เข้าใจผู้ที่อ้างตนว่าเป็นนักวิชาการ แต่ไร้ซึ่งหลักการ และมีเจตนาเพียงแค่การปลุกปั่น”
ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นสิทธิของทุกฝ่าย แต่ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรม
ข้อมูลที่มา : ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ผู้อำนวยการศูนย์การวิจัยและพัฒนาทางนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์ / รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
......................................................
ศูนย์ประชาสัมพันธ์
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
25 กรกฎาคม 2569

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ไทยรัฐออนไลน์

โพสทูเดย์

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More