ผอ.รมน.ภาค 4 ท่านเก่า - ท่านใหม่ ประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในค่ายสิรินธร และพิธีรับ-ส่งหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. พร้อมย้ำสานต่อนโยบายการเสริมสร้างสันติสุข ประจำปี 2570

ผอ.รมน.ภาค 4 ท่านเก่า - ท่านใหม่ ประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในค่ายสิรินธร และพิธีรับ-ส่งหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. พร้อมย้ำสานต่อนโยบายการเสริมสร้างสันติสุข ประจำปี 2570


▪️วันนี้ (30 กันยายน 2569) เวลา 16.19 น. ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านเก่า และ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านใหม่ ประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในค่ายสิรินธร เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามลำดับ ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อเขาตูม บริเวณเรือนรับรอง พระศรีศากยมุนี รอยพระพุทธบาท องค์พ่อจตุคามรามเทพ ทั้งองค์ทองและองค์ดำ ศาลเจ้าพ่อเขาตูมภายในศูนย์แพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระแม่ธรณีบีบมวยผม ศาลาพระรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และศาลพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


▪️จากนั้น ทั้งสองท่านร่วมพิธีลงนามในเอกสารรับ - ส่งหน้าที่ ณ ห้องรับรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ก่อนเข้าสู่พิธีรับ-ส่งหน้าที่ ณ ศาลาพินประเสริฐ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดย พลโท นรธิป โพยนอก ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านเก่า ซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ทำพิธีส่งมอบตำแหน่งผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ให้แก่ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านใหม่ อย่างสมเกียรติ โดยมีผู้บังคับบัญชาชั้นสูง นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง และกำลังพลของกองทัพภาคที่ 4 ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง




▪️พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงถึงการส่งมอบภารกิจและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนสานต่อการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงและการดูแลประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามนโยบายของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า



▪️พลโท นรธิป โพยนอก ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านเก่า กล่าวว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ผมดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติยศอย่างสูงสุดต่อผมและครอบครัว ตลอดระยะเวลาที่รับราชการในกองทัพภาคที่ 4 และปฏิบัติงานในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอขอบคุณทุกส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสามัคคีและมีระเบียบวินัย จนภารกิจต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จ และได้รับการยอมรับจากประชาชน โดยผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านใหม่ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน จะเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์และความสงบสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่อไป


▪️ด้าน พลตรี ชาคริต อุจะรัตน ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านใหม่ กล่าวว่า การที่ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ผมขอรับหน้าที่และการบังคับบัญชาในตำแหน่งผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดจนประสานการปฏิบัติและบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามแผนงานและความมุ่งหมายที่วางไว้ ภายใต้กรอบการทำงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ภารกิจทั้งหลายลุล่วง และนำมาซึ่งความสงบสุขและสันติสุขสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป 



    ▪️ทั้งนี้ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน ได้กล่าวว่า ผมขอยืนยันต่อเพื่อนข้าราชการทั้งหลาย ณ ที่นี้ว่า จะสานต่อนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของท่าน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทำให้พี่น้องประชาชนมีทัศนคติที่ดี และให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขมากขึ้นตามลำดับ ในนามของข้าราชการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ทุกนาย ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือ ตลอดจนเดชะพระบารมีอันแผ่ไพศาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้ท่านและครอบครัว มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยจตุรพิธพรชัยทุกประการ

▪️พลตรี ชาคริต อุจะรัตน เป็นนายทหารสายรบพิเศษ นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 28 (ตท.28) หรือที่รู้จักกันในฉายา “รองคิ้ว” ผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้บังคับกองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 4 ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 4 เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 รวมถึงรองแม่ทัพภาคที่ 4 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า โดยมีประสบการณ์ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2536 รวมถึงช่วงสถานการณ์ความรุนแรงตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา



▪️สำหรับการสานต่อนโยบายของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 สานต่อนโยบายปี 2570 เน้นดูแลพื้นที่ให้เกิดความสงบ ประชาชนปลอดภัย ควบคู่การศึกษาและการพัฒนาพื้นที่ การดูแลพื้นที่ในทุกระดับ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย สร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับประชาชน สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาการศึกษาของเด็ก เยาวชน และลูกหลานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีโอกาสทางการศึกษาและได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น



▪️ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าการพัฒนาพื้นที่ควบคู่กับการสนับสนุนด้านการศึกษา โดยเฉพาะพื้นที่ 14 อำเภอนำร่อง ซึ่งกำหนดให้เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการขับเคลื่อนงาน ทั้งด้านการจัดระเบียบและพัฒนาพื้นที่ การดูแลประชาชน และการสนับสนุนการศึกษาให้ดำเนินไปพร้อมกัน ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะเป็นกรอบสำคัญในการสานต่อนโยบายในปี 2570 โดยรายละเอียดการปฏิบัติในแต่ละด้านจะมีการกำหนดแนวทางและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป



......................................................
ศูนย์ประชาสัมพันธ์
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
30 กันยายน 2569

พิธีรับ–ส่งหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “จากวันวานสู่วันพรุ่ง” ส่งต่อภารกิจด้วยหัวใจ สานต่อพระราชปณิธาน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พิธีรับ - ส่งหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “จากวันวานสู่วันพรุ่ง” ส่งต่อภารกิจด้วยหัวใจ สานต่อพระราชปณิธาน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ที่ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดพิธีรับ–ส่งหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระหว่าง พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ท่านเก่า) และ พลตรี ยุทธนาม เพชรม่วง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ท่านใหม่)



ในพิธีได้มีการลงนามในเอกสารรับ–ส่งหน้าที่ และส่งมอบการบังคับบัญชา เพื่อส่งต่อภารกิจ ความรับผิดชอบ และเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยมีรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 2 ท่าน หัวหน้าคณะทำงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะที่ 1 – 4 ผู้แทนฝ่ายอำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมาชิกราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน สมาชิกโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ และสมาชิกกลุ่มศิลปาชีพ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน



พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ท่านเก่า) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน ได้รับความร่วมมือจากผู้บังคับหน่วยทุกระดับชั้นและกำลังพลทุกนาย รวมทั้งสมาชิกมวลชนในพื้นที่เป็นอย่างดียิ่ง ส่งผลให้ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีความเจริญก้าวหน้าตามลำดับ



พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทุกความร่วมมือ ทุกแรงสนับสนุน และทุกภารกิจที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อน จะเป็นสิ่งที่จดจำไว้ในความทรงจำตลอดไป พร้อมแสดงความเชื่อมั่นต่อ พลตรี ยุทธนาม เพชรม่วง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ท่านใหม่) ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นระยะเวลานาน เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ จึงเชื่อมั่นและมั่นใจว่าจะสามารถนำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่สั่งสมมา รวมทั้งวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มาพัฒนาศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เป็นที่ยอมรับต่อไป


ด้าน พลตรี ยุทธนาม เพชรม่วง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ท่านใหม่) กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐและพี่น้องประชาชน รวมถึงมวลชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พลตรี ยุทธนาม เพชรม่วง กล่าวว่า ภายใต้การนำของพลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ที่ผ่านมา ได้สร้างผลงานและเกียรติภูมิของหน่วยงานจนเป็นที่ประจักษ์ต่อผู้บังคับบัญชา ข้าราชการฝ่ายพลเรือน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงขอยืนยันว่าจะรักษาเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาในอดีตที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าพัฒนาศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เป็นที่ยอมรับและศรัทธาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


พร้อมกันนี้ จะ สืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่สืบไป

จากหนึ่งผู้นำสู่หนึ่งผู้นำ จากหนึ่งห้วงเวลาสู่บทใหม่ของภารกิจ - ตำแหน่งอาจเปลี่ยนผ่าน แต่เจตนารมณ์ยังคงเดินหน้า เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้คงอยู่คู่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป



 ขอขอบคุณภาพ/ข่าว ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
......................................................
ศูนย์ประชาสัมพันธ์
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
30 กันยายน 2569

#เพื่อสังคมสันติสุข
#สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ร่วมแสดงมุทิตาจิต “ผู้ว่าฯ ยะลา” ในโอกาสเกษียณอายุราชการ จัดงานเลี้ยงขอบคุณท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น พร้อมรวมพลังทุกภาคส่วนร่วมส่งต่อความผูกพันและความปรารถนาดี ก่อนก้าวสู่บทใหม่ของชีวิต

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ร่วมแสดงมุทิตาจิต “ผู้ว่าฯ ยะลา” ในโอกาสเกษียณอายุราชการ จัดงานเลี้ยงขอบคุณท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น พร้อมรวมพลังทุกภาคส่วนร่วมส่งต่อความผูกพันและความปรารถนาดี ก่อนก้าวสู่บทใหม่ของชีวิต


วันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 11.30 น. ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา จังหวัดยะลาได้จัดงานเลี้ยงขอบคุณและแสดงมุทิตาจิตแก่ นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ และมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจของจังหวัด โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โอกาสนี้ พลตรี เฉลิมพงค์ คงบัว เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 4 โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา พลตรี อภินันท์ แจ่มแจ้ง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภา พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมงานและร่วมแสดงมุทิตาจิตแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา 


โอกาสนี้ พลตรี เฉลิมพงค์ คงบัว เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้กล่าวอวยพรแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา โดยกล่าวถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในพื้นที่ พร้อมกล่าวว่า “ขอให้ท่านมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง มีความสงบ มีความสุขในชีวิตหลังเกษียณ และมีโอกาสได้ทำคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป สุดท้ายนี้ ขอแสดงความขอบคุณแก่ท่านด้วยความเคารพเป็นอย่างสูง และขอให้ท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ และสันติสุขตลอดไป”


จากนั้น นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้กล่าวขอบคุณและอำลาหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน และผู้เข้าร่วมงานทุกภาคส่วน ที่ได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติราชการด้วยดีเสมอมา ก่อนที่ผู้เข้าร่วมงานจะร่วมส่งผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่น ความประทับใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างทุกภาคส่วนในพื้นที่


ภายในงานมีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันและเครื่องดื่ม โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันนำอาหารมาสนับสนุนอย่างหลากหลาย ทั้งอาหารคาวหวาน อาหารพื้นถิ่น และของว่าง อาทิ ข้าวหมกไก่ ขนมจีน นาซิดาแม ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวมันไก่ ผัดไทย ส้มตำ ไก่ย่าง และเมนูอื่น ๆ พร้อมเครื่องดื่มและข้าวสำหรับบริการผู้เข้าร่วมงานอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมของที่ระลึกมอบแก่แขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมงาน เพื่อแทนคำขอบคุณและความปรารถนาดี สะท้อนถึงน้ำใจ ความร่วมมือ และสายสัมพันธ์อันดีของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ที่ร่วมกันส่งมอบความอบอุ่นและความประทับใจในโอกาสสำคัญครั้งนี้



......................................................
ศูนย์ประชาสัมพันธ์
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
30 กันยายน 2569

“กีฬาสร้างสุข” ทหารพราน 47 ร่วมสร้างพลังเยาวชน ต้านภัยยาเสพติด เสริมความสามัคคี สร้างชุมชนเข้มแข็ง

“กีฬาสร้างสุข” ทหารพราน 47 ร่วมสร้างพลังเยาวชน  ต้านภัยยาเสพติด เสริมความสามัคคี สร้างชุมชนเข้มแข็ง


เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. กองร้อยทหารพรานที่ 4702 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 โดย ร้อยเอกสนิท บินมูณี ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4702 พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม “งานกีฬาภายในร่วมใจต้านภัยยาเสพติด” ณ โรงเรียนบ้านตะโละซูแม หมู่ที่ 4 ตำบลกรงปินัง อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา โดยมีคณะครู นักเรียน และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง



กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ผ่านการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ยังเป็นพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกความมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน ครู หน่วยงานภาครัฐ และคนในชุมชน


ในโอกาสนี้ กองร้อยทหารพรานที่ 4702 ได้ร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความสนุกสนานและเป็นกันเองกับนักเรียน พร้อมส่งเสริมแนวคิดการใช้กีฬาเป็นพลังในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ให้เยาวชนตระหนักถึงพิษภัยและผลกระทบของยาเสพติด รวมถึงรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่อาจนำไปสู่ปัญหายาเสพติด


ทั้งนี้ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ส่วนราชการ และชุมชน ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดูแลและพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ชุมชน และสังคมต่อไป 🇹🇭




……………………………………………..
ศูนย์ประชาสัมพันธ์
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
30 กันยายน 2569

#เพื่อสังคมสันติสุข
#สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

คณะรัฐมนตรีขยายเวลาประกาศพื้นที่ความมั่นคงชายแดนใต้ 19 อำเภอ อีก 1 ปี เผยประชาชนร้อยละ 75.40 เห็นด้วย

คณะรัฐมนตรีขยายเวลาประกาศพื้นที่ความมั่นคงชายแดนใต้ 19 อำเภอ อีก 1 ปี เผยประชาชนร้อยละ 75.40 เห็นด้วย


▪️วานนี้ (29 กันยายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประเมินสถานการณ์ และอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 19 อำเภอ ใน 4 จังหวัด ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่และการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

▪️สำหรับพื้นที่ที่ประกาศดังกล่าวครอบคลุม 19 อำเภอ ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน จังหวัดยะลา 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง และจังหวัดสงขลา 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย 

▪️การขยายเวลาครั้งนี้มีขึ้นภายหลังการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ โดยยังพบความพยายามก่อเหตุและสร้างสถานการณ์ในบางพื้นที่ ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านความมั่นคงยังประเมินว่าการดำเนินงานด้านการป้องกันและรักษาความปลอดภัยมีความคืบหน้า โดยการใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีเป้าหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

▪️ขณะเดียวกัน ผลการประเมินความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พบว่า ภาพรวมประชาชนมีความคิดเห็นในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 75.40 โดยร้อยละ 70.36 ระบุว่าไม่ต้องการให้ยกเลิกการประกาศใช้ ขณะที่ร้อยละ 29.64 ต้องการให้ยกเลิกการประกาศใช้ 

▪️นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังเห็นชอบร่างประกาศและร่างข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการตามมาตรา 21 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำความผิดเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และกลับใจเข้ามอบตัว สามารถเข้าสู่กระบวนการอบรมตามคำสั่งศาล และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด แทนการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามปกติ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้กลับคืนสู่สังคม และสนับสนุนแนวทางการสร้างสันติสุขในพื้นที่

▪️รัฐบาลย้ำว่า การดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงจะมุ่งใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทยอยปรับลดการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย เพื่อให้สามารถทยอยคืนพื้นที่เข้าสู่กลไกการบริหารราชการตามปกติต่อไป (รัฐบาลไทย⁠ )

▪️ทั้งนี้ การขยายเวลาพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรครั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ครอบคลุมพื้นที่ 19 อำเภอในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา
......................................................
ศูนย์ประชาสัมพันธ์
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
30 กันยายน 2569

🌍🌍 เนื้อข่าวภาษารูมี 👇👇

▪️ Kabinet melanjutkan tempoh pengisytiharan kawasan keselamatan di Selatan Thailand melibatkan 19 daerah untuk tempoh satu tahun lagi, dengan 75.40 peratus penduduk menyokong

▪️ Semalam (29 September 2026), Mesyuarat Kabinet mengambil maklum hasil penilaian situasi dan meluluskan lanjutan tempoh pengisytiharan kawasan yang berlaku kejadian yang menjejaskan keselamatan dalam negeri, berdasarkan Akta Keselamatan Dalam Negeri Kerajaan Thailand B.E. 2551 (2008), di kawasan wilayah sempadan selatan Thailand yang melibatkan 19 daerah di 4 wilayah, untuk tempoh satu tahun lagi, iaitu dari 1 Oktober 2026 hingga 30 September 2027. Langkah ini bertujuan memastikan pengurusan kawasan serta keselamatan nyawa dan harta benda rakyat dapat dilaksanakan secara berterusan.

▪️ Kawasan yang diliputi oleh pengisytiharan tersebut merangkumi 19 daerah, iaitu:

  • Wilayah Narathiwat: 3 daerah, iaitu Daerah Yi-ngo, Daerah Waeng dan Daerah Sukhirin.

  • Wilayah Pattani: 7 daerah, iaitu Daerah Yaring, Daerah Panare, Daerah Mayo, Daerah Mai Kaen, Daerah Thung Yang Daeng, Daerah Kapho dan Daerah Mae Lan.

  • Wilayah Yala: 5 daerah, iaitu Daerah Betong, Daerah Yaha, Daerah Raman, Daerah Kabang dan Daerah Krong Pinang.

  • Wilayah Songkhla: 4 daerah, iaitu Daerah Na Thawi, Daerah Chana, Daerah Thepha dan Daerah Saba Yoi.

▪️ Lanjutan tempoh ini dibuat selepas penilaian terhadap situasi di kawasan berkenaan yang masih mendapati terdapat usaha untuk melakukan kejadian dan mencetuskan situasi keselamatan di sesetengah kawasan. Pada masa yang sama, agensi keselamatan menilai bahawa usaha pencegahan dan penjagaan keselamatan menunjukkan perkembangan. Penggunaan Akta Keselamatan Dalam Negeri Kerajaan Thailand bertujuan membolehkan pihak berkuasa menguruskan situasi serta menjaga keselamatan rakyat secara berterusan.

▪️ Pada masa yang sama, hasil penilaian pendapat penduduk di kawasan berkenaan mengenai penggunaan Akta Keselamatan Dalam Negeri Kerajaan Thailand mendapati bahawa secara keseluruhan, tahap persetujuan penduduk adalah 75.40 peratus. Daripada jumlah tersebut, 70.36 peratus menyatakan tidak mahu pengisytiharan tersebut dibatalkan, manakala 29.64 peratus menyatakan mahu pengisytiharan tersebut dibatalkan.

▪️ Selain itu, Mesyuarat Kabinet turut meluluskan draf pengisytiharan dan draf peraturan berkaitan bagi memastikan pelaksanaan berdasarkan Akta Keselamatan Dalam Negeri Kerajaan Thailand dapat diteruskan. Ini termasuk langkah berdasarkan Seksyen 21, yang memberi peluang kepada individu yang melakukan kesalahan kerana tersilap atau tidak menyedari akibat perbuatannya, kemudian menyesal dan menyerah diri, untuk mengikuti proses latihan berdasarkan perintah mahkamah serta mematuhi syarat yang ditetapkan oleh mahkamah, sebagai alternatif kepada proses keadilan jenayah biasa.

Langkah ini bertujuan memberi peluang kepada individu berkenaan untuk kembali kepada masyarakat serta menyokong usaha mewujudkan keamanan di kawasan tersebut.

▪️ Kerajaan menegaskan bahawa pelaksanaan langkah-langkah keselamatan akan memberi tumpuan kepada penggunaan undang-undang setakat yang diperlukan, seiring dengan usaha menjaga keselamatan serta meningkatkan kualiti hidup penduduk di kawasan berkenaan. Kerajaan juga akan mengurangkan secara berperingkat penggunaan Dekri Darurat mengenai Pentadbiran dalam Situasi Kecemasan di kawasan yang keadaan telah mengizinkan, supaya kawasan tersebut dapat dikembalikan secara beransur-ansur kepada mekanisme pentadbiran biasa. (Kerajaan Thailand)

▪️ Lanjutan tempoh pengisytiharan kawasan yang berlaku kejadian yang menjejaskan keselamatan dalam negeri ini akan berkuat kuasa mulai 1 Oktober 2026 hingga 30 September 2027, meliputi 19 daerah di Wilayah Narathiwat, Pattani, Yala dan Songkhla.

🌍🌍 เนื้อข่าวภาษาอังกฤษ 👇👇

▪️ The Cabinet Extends the Declaration of Security Zones in 19 Southern Border Districts for Another Year; 75.40% of the Public Agree.

▪️ Yesterday (September 29, 2026), the Cabinet acknowledged the assessment of the situation and approved the extension of the declaration of areas affected by events impacting internal security in the Kingdom, under the Internal Security Act B.E. 2551 (2008), in the southern border provinces. This extends the declaration for another year, from October 1, 2026, to September 30, 2027, to ensure continuous area management and the protection of people's lives and property.

▪️ The declared areas cover 19 districts in the following provinces: Narathiwat (3 districts: Yingor, Waeng, and Sukhirin), Pattani (7 districts: Yaharing, Panare, Mayo, Maikhaen, Thung Yang Daeng, Kapho, and Maelan), and Yala (5 districts: Betong, Yaha, Raman, Kabang, and Krong Pinang). And in Songkhla province, four districts were affected: Na Thawi, Chana, Thepha, and Saba Yoi.

▪️This extension was made following an assessment of the situation in the area. Attempts to instigate unrest and create disturbances were still detected in some areas. At the same time, security agencies assessed that security and prevention operations were progressing well, using the Internal Security Act to enable officials to continuously manage the situation and ensure public safety.

▪️Meanwhile, an assessment of public opinion in the area regarding the use of the Internal Security Act showed that overall, 75.40% of the public had a positive opinion. 70.36% indicated they did not want the declaration to be revoked, while 29.64% wanted it to be revoked.

▪️Furthermore, the Cabinet meeting also approved draft announcements and related regulations to ensure the continued operation of the Internal Security Act, including measures under Section 21, which allows those who committed offenses due to misunderstanding or ignorance and who repent and surrender themselves to undergo court-ordered training and comply with court-imposed conditions, instead of facing normal criminal justice procedures. This aims to reintegrate these individuals into society and support the peace-building efforts in the area.

▪️The government reiterates that security measures will focus on using laws only as necessary, coupled with ensuring the safety and improving the quality of life of the people in the affected areas. The use of the Emergency Decree will be gradually reduced in areas where the situation permits, allowing for the gradual return to normal administrative mechanisms. (Government of Thailand)

▪️This extension of the state of emergency in affected areas will be effective from October 1, 2026, to September 30, 2027, covering 19 districts in Narathiwat, Pattani, Yala, and Songkhla provinces.

เสียงจริงจากพื้นที่! ศอ.บต. สร้างเครือข่าย “นักสื่อสารชายแดนใต้ 250 คน “ เน้นสื่อสารสร้างสรรค์ บอกเล่าความจริง และสะท้อนความหลากหลายในสังคมพหุวัฒนธรรม

เสียงจริงจากพื้นที่! ศอ.บต. สร้างเครือข่าย “นักสื่อสารชายแดนใต้ 250 คน “ เน้นสื่อสารสร้างสรรค์ บอกเล่าความจริง และสะท้อนความหลากหลายในสังคมพหุวัฒนธรรม 


วันที่ 29 กันยายน 2569 เยาวชน ยะลา-ปัตตานี รวมพลังเป็น "นักสื่อสารจังหวัดชายแดนภาคใต้" ร่วมเรียนรู้เทคนิคการเล่าเรื่อง สื่อสารเรื่องราวที่ดีในชายแดนใต้สู่สายตาคนในประเทศและต่างประเทศ ในกิจกรรม “เยาวชนสื่อสร้างสรรค์จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมี นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานพบปะนักเรียน-นักศึกษา ที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 250 คน จาก 9 โรงเรียน ณ ศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา เพื่อพัฒนาศักยภาพการสื่อสาร การผลิตสื่อ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความงดงามของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่การรับรู้ของประชาชนทั่วโลก



รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวพบปะน้องๆเยาวชนในตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า เราโดนมรสุม คือคำว่า "3 จังหวัดไม่น่าไป" โจทย์สำคัญของเยาวชนในพื้นที่ และผู้ที่เข้าร่วมโครงการคือ เราจะเล่นมือถืออย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยยกระดับและพัฒนาพื้นที่ ถ่ายทอดเรื่องราวรอบตัว ตามข้อเท็จจริง ให้มีความน่าอยู่ น่ากิน น่าเที่ยว เนื่องจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทุนทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า สามารถนำมุมมองดีๆมาสร้างสรรค์ เพื่อเล่าผ่านคลิปหรือเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนแนวคิด มุมมองของคนนอกพื้นที่ที่มองเข้ามา อย่างไรก็ตาม วันนี้ต้องขอบคุณพี่น้อง 3 จังหวัด ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสื่อในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ราม 53 บางกะปิ และในละแวกใกล้เคียง เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ส่งผลถึงภาพลักษณ์ที่ดีว่า คนจังหวัดชายแดนภาคใต้มีน้ำใจ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด  



สำหรับกิจกรรมเยาวชนสื่อสร้างสรรค์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะได้รับการเรียนรู้ อาทิ การพัฒนาทักษะการผลิตสื่ออย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้วยสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว การฝึกทักษะการสื่อสารและการเล่าเรื่อง (Storytelling) รวมถึงการผลิตคอนเทนต์ที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเล่าเรื่องราวจากชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามเป้าหมายที่ ศอ.บต. กำหนด 

ขอขอบคุณภาพ/ข่าว ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้



……………………………………………..
ศูนย์ประชาสัมพันธ์
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
30 กันยายน 2569

#เพื่อสังคมสันติสุข
#สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ไทยรัฐออนไลน์

โพสทูเดย์

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More