🛑 กอ.รมน.ภาค 4 สน. ร่วมกับ ศอ.บต. และ กกล.ตร.จชต. ชี้แจงความก้าวหน้างานสำคัญ เน้นดูแลประชาชนรับมือ โควิด-19 ระลอกใหม่ ยกการ์ดให้สูงขึ้น
👉 วันนี้ 7 ม.ค. 64 เวลา 09.30 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พันเอก วัชรกร อ้นเงิน รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวีศักดิ์ ทองสองสี หัวหน้างานกิจการพลเรือนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ /ผู้ช่วยโฆษกกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นาย ธีรพงศ์ เพชรรัตน์ ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ / โฆษกศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงความก้าวหน้างานสำคัญ เน้นดูแลประชาชนรับมือ โควิด-19 ระลอกใหม่ ยกการ์ดให้สูงขึ้น แล้วเราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
📘 ด้านความคืบหน้าการดำเนินการให้ อ.จะนะ เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ศอ.บต. ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายคือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, อ.เบตง จ.ยะลา อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และ ล่าสุดเมืองต้นแบบที่ 4 อ.จะนะ จ.สงขลา โดยกำหนดให้ อ.จะนะ เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต มีเป้าหมายสำคัญเพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างยั่งยืน และมั่นคง
📗 สำหรับการเตรียมดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชน ให้กลุ่มโอรังอัสลี เพื่อให้ได้รับการรับรองความเป็นพลเมืองและได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์โอรังอัสลี ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชน ให้กลุ่มโอรังอัสลีได้รับการรับรองความเป็นพลเมือง และให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานการเข้ารับการรักษาพยาบาล ด้วยสิทธิ 30 บาท การเข้ารับการศึกษา และการเข้าถึงสิทธิอื่น ๆ ที่พึงควรได้รับในฐานะพลเมืองไทยและอาศัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 คณะทำงานได้ลงพื้นที่ตรวจ เก็บข้อมูลอัตลักษณ์ ใบหน้า และถ่ายรูปทำบัตรประชาชนแก่กลุ่มชาติพันธุ์โอรังอัสลี ที่อาศัยอยู่พื้นที่บ้านนากอ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา แล้ว ปัจจุบันมีจำนวน 54 คน
✅ โดย พลโท เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สนับสนุนการปฏิบัติและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข และ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) กำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง
ล้างมือให้บ่อย งดการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงต่อโรค และหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการตรวจคัดกรอง โควิด-19 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริเวณด่านตรวจ/จุดตรวจในพื้นที่
และตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 ในส่วนของจังหวัดที่ได้กำหนดขึ้น
✴️ สำหรับในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐเองจะต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน ในการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายในหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการยกระดับเพิ่มมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงได้มีการเตรียมการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในหน่วยทหาร หากพบว่ามีกำลังพลและครอบครัวสงสัยติดเชื้อ โดยได้จัดเตรียมสถานที่กักตัว และประสานสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลค่ายสังกัดกองทัพบก ในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนโรคต่อไป เพื่อเป็นการดูแลปกป้องตนเองจากความเสี่ยงต่อโรค และยังเป็นการสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานให้กับพี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย
☸️ ด้านการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 4 และหน่วยทหารในพื้นที่ รวมไปถึงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงดำเนินโครงการในการช่วยเหลือประชาชน ตามที่ได้เคยปฏิบัติมาในการแพร่ระบาด โควิด-19 ระลอกแรกแล้ว ทั้งการช่วยรับซื้อพืชผลทางการเกษตรจากเกษตรกรโดยตรง การแจกจ่ายหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ การจัดชุด Army delivery จัดส่งอาหารในพื้นที่ห่างไกล และจัดชุดแพทย์เดินเท้าตรวจรักษา แจกจ่ายยาพร้อมให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เป็นต้น รวมไปถึงเตรียมเปิดพื้นที่ภายในหน่วยทหาร อำนวยความสะดวกให้ประชาชนมาทำการค้าขาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
✳️ สำหรับพื้นที่ตามแนวชายแดน โดยกองกำลังป้องกันชายแดนได้เพิ่มมาตรการในการสกัดกั้นการผ่านแดน โดยผิดกฎหมาย รวมถึงได้เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจทั้งทางบกและทางน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เน้นพื้นที่ล่อแหลม และช่องทาง/ท่าข้ามตามธรรมชาติตลอดแนวชายแดน ขอให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ปล่อยให้มีบุคคลใดเล็ดลอดเข้ามาโดยที่ไม่ผ่านกระบวนการคัดกรอง โควิด -19 อย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนนี้เจ้าหน้าที่ต้องมีการป้องกันตนเองจาก โควิด-19 อย่างสูงสุดเช่นเดียวกัน จากการที่ต้องสัมผัสกับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ตลอดเวลา โดยที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นได้ให้ความสำคัญ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขยายระยะเวลาปิดประเทศต่อเนื่องไปจนถึง 31 มี.ค. 64 ทำให้มีผู้ที่ต้องการลักลอบผ่านแดนโดยผิดกฎหมายเข้ามายังประเทศไทย
🔅 โดยจะอาศัยผ่านช่องทาง/ท่าข้ามตามธรรมชาติที่มีมากกว่า 94 ช่องทางตลอดแนวชายแดน จึงทำให้เจ้าหน้าจะต้องทำงานกันอย่างหนัก และจากมาตรการคุมเข้มของฝั่งประเทศไทยทำให้สามารถจับกุมผู้ลักลอบผ่านแดนโดยผิดกฎหมายได้รวม จำนวน 133 ราย (นับตั้งแต่ประกาศระลอกใหม่) และได้ส่งตัวเข้าสู่กระบวนการตรวจคัดกรอง โควิด-19 และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่งหัวใจสำคัญในการสกัดกั้นผู้ลักลอบผ่านแดนโดยผิดกฎหมายก็คือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตลอดแนวชายแดน จะต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวัง หากพบเห็นว่ามีบุคคลลักลอบเข้ามา หรือมีเบาะแสของกลุ่มขบวนการนำพา สามารถแจ้งได้ที่เบอร์สายตรงแม่ทัพภาคที่ 4 โทร 061-173-2999 หรือสายด่วน 1341 และหน่วยทหารในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
💟 ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย รวมจำนวน 591 กม. แบ่งเป็นพื้นที่ทางบก 496 กม. และทางน้ำ 95 กม.(แม่น้ำโกลก) โดยมีช่องทาง/ท่าข้ามที่ถูกกฎหมายรวม จำนวน 7 ช่องทาง แบ่งเป็นในพื้นที่ จ.สงขลา 3 ช่องทาง พื้นที่ จ.ยะลา 1 ช่องทาง และพื้นที่ จ.นราธิวาส 3 ช่องทาง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในประเทศจะมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นก็ตาม หากทุกคนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคมโดยรวม ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 อย่างเคร่งครัด ซึ่งเราเคยร่วมมือกันจนสำเร็จมาแล้ว “ ยกการ์ดให้สูงขึ้นอีกสักครั้ง แล้วเราจะก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ไปด้วยกัน ”
📔 สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางหน่วยทหารได้มีการติดตามแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา ในวันที่ 4 – 8 มกราคม 2564 ได้มีฝนตกหนักติดต่ออย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทาง พลโท เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยทหารพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอคำสั่ง ทั้งนี้สำหรับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัย สามารถแจ้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยภาคที่ 4 โทร. 0-75383-405 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองพลทหารราบที่ 15 โทร. 0-7342-4021 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 46 โทร. 0-7334-0141 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า














0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น